Saturday, 27 November 2021

รุ่งหรือล่วง!! เวียดนามยืมเงินจีน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ แม้จะมีปัญหาเรื่องทะเลจีนใต้

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงาน ข่าวต่างประเทศวันนี้ เวียดนามยืมเงินจีน เป็นจำนวนมหาศาลเพื่อนำเงินไปวางระบบในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศในรอบพร้อมคอบคุมทุกด้าน หวังจะได้กลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีกหลายปีข้างหน้า

เวียดนามยืมเงินจีน 5 แสนล้านบาท วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจรอบด้าน เพื่อจะได้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีก 24 ปีข้างหน้า

  เวียดนามยืมเงินจีน 5 แสนล้านบาท วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจรอบด้าน เพื่อจะได้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีก 24 ปีข้างหน้า                                   

เวียดนามยืมเงินจีน จัดเตรียมเงินเพื่อเป็นทุนพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศในครบและรอบด้าน เนื่องจากเงินที่มีอยู่ภายในประเทศนั้นไม่เพียงพอต่อการวางระบบและในเบื้องต้นต้องมีการใช้งบในจำนวนมากถึง 20 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบไปจนถึงปี พ.ศ. 2583 หรือจะนวนกว่า 24 ปี

สำหรับการจัดและเตรียมเงินที่เวียดนามได้ยืมมาจากประเทศจีนผ่านทางโครงการที่ชื่อว่า BRI ซึ่งเป็นโครงการของทางรัฐบาลจีน และโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ไปทางด้านการเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างประเทศทั้งในประเทศแถบเอเชียและภาคพื้นยุโรป

ทั้งนี้ เวียดนามยังได้เพิ่มความเป็นกังวลและความอึดอัดใจในตนเองหรือจากได้ตกเป็นลูกหนี้ให้กับจีนทั้งที่อยู่ในระหว่างการมีปัญหาในเรื่องทะเลจีนใต้กับประเทศจีน นอกจากนี้เมื่อสังเกตดูในช่วงที่ผ่านมานี้เวียดนามได้พยายามพัฒนาเชื่อมสัมพันธ์กับชนชาติอื่นให้มากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯหรือประเทศอื่นที่อยู่ทางฝั่งยุโรป

เวียดนามยืมเงินจีน 5 แสนล้านบาท วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจรอบด้าน เพื่อจะได้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีก 24 ปีข้างหน้า

สุดท้ายแล้วเวียดนามก็หนีไม่พ้นหรือปฏิเสธจีนไม่ได้ เพราะจะเสียอย่างไรก็ได้มีการพึ่งพาการลงทุนรวมถึงการค้ากับจีนในหลายด้าน นอกจากนี้จำนวนเงินที่เวียดนามตกเป็นหนี้ให้กับจีนนั้นเป็นจำนวนมหาศาล นับว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่เวียดนามจะเคยกู้มาลงทุน

ภายใน 17 ปีที่ผ่านมานี้ เวียดนามตกเป็นลูกหนี้ให้กับประเทศจีนด้วยจำนวนเงิน 540,000 ล้านบาท หนี้ก้อนนี้เวียดนามได้นำไปลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากเวียดนามแล้วยังมีอีกรายประเทศในช่วง 17 ปี ที่ได้ตัดสินใจยืมเงินจีนเพื่อมาลงทุนพัฒนาต่อยอดระบบเศรษฐกิจในประเทศของๆตน มีจำนวน 13,000 โครงการที่เป็นจีนจัดทำเพื่อให้ต่างประเทศได้มายืมเงินผ่าน หรือกว่า 165 ประเทศจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งหมดมีจำนวนเงินรวมสูงกว่า 27.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มีการบันทึกเป็นหลักฐานเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากยังมีเงินอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีการถูกรายงานอีกราว 12.7 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ยืมจีนผ่านทางโครงการ BRI สามารถคิดเป็นร้อยละกว่า 5.8 ของจำนวนผลิตภัณฑ์โดยรวมในประเทศ หรือ GDP

จำนวนเงินที่จีนได้ปล่อยกู้นั้นไม่ได้มีเพียงการปล่อยกู้เฉพาะรัฐบาลต่อรัฐบาลเท่านั้น แต่ทว่ายังได้มีการปล่อยเงินกู้ต่อภาคเอกชน เช่น บริษัท ธนาคาร  รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องการเงินทุนไปสร้างฟื้นฟูเศรษฐกิจของบริษัทตนเองด้วย

ลูกหนี้ทุกรายรวมถึงเวียดนามนั้น ถ้าจะดำเนินการยืมเงินจีนแน่นอนว่าต้องมีการตกลงและยอมรับกฎระเบียบของจีนให้ได้ เช่น

1.สามารถยอมรับที่จะจ่ายเงินดอกเบี้ยาคาแพงแก่จีนได้ (แพงกว่าเงินดอกเบี้ยเงินกู้จากญี่ปุ่น/สหรัฐฯ)

2.สามารถยอมรับในหลักประกันของข้อตกลงการยืมเงินได้ ทั้งทรัพย์และเงินในบัญชีซึ่งมีความมั่นคงมากกว่าระบบ Debt for Equity Swaps ที่จีนได้ใช้กับ สปป.ลาว / ศรีลังกา (เป็นระบบที่น่ากลัวมากเพราะเจ้าหนี้จะให้การยกหนี้ให้ลูกหนี้แต่ลูกหนี้ต้องโอนกรรมสิทธิ์การยึดครองทรัพย์หรือบริษัทห้างร้ายที่ลูกหนี้นำมาค้ำประกัน)

เวียดนามยืมเงินจีน 5 แสนล้านบาท วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจรอบด้าน เพื่อจะได้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอีก 24 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตามจีนก็ตามแม้จีนจะมีกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการยืมเงินที่เสี่ยงต่อประเทศหรือบริษัทนั้นจะเกิดล้มละลาย จีนก็ยังยืนหนึ่งของแหล่งเงินกู้ที่หลายประเทศสนใจยืมเงินเร่งด่วน ล่าสุดยังมีอีก 42 ประเทศที่กำลังพัฒนาจากทั่วโลกกำลังดำเนินการเพื่อมากู้ยืมเงินจากจีนต่อคิวไม่ขาดสาย 4 ประเทศในจำนวนกลุ่มประเทศลูกหนี้จีน คือประเทศทางฝั่งเอเชีย ได้แก่  สปป.ลาว เมียนมา บรูไน กัมพูชา ทั้ง 4 ประเทศลูกหนี้ทางฝั่งเอเชียที่เป็นหนึ่งในลูกหนี้จีนจากทั่วโลกนั้น ทั้งหมดรวมมีหนี้สาธารณะ คิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP ภายในประเทศ

ล่าสุด เวียดนามได้จัดเป็นกลุ่มลูกหนี้รายใหญ่ของประเทศจีน ซึ่งได้ถูกจัดให้เป็นลูกหนี้รายใหญ่ลำดับที่ 8 จากลูกหนี้ทั้งหมดของจีน และเป็นลูกหนี้เป็นอันดับที่ 2 ของประเทศในอาเซียนรองจากประเทศอินโดนีเซีย

นอกจากนี้เวียดนามนั้นกำลังเป็นประเทศที่เนื้อหอมต่อเหล่าบรรดานักลงทุน และถ้าระบบเศรษฐกิจยังถูกดำเนินไปได้ด้วยดี เวียดนามจะได้รับเงินทุนที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่องก็จะมีการฟื้นตัวและฟื้นฟูได้รวดเร็ว แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้เศรษฐกิจทั่วโลกนั้นยังไม่คล่องตัวเท่าที่ควรก็จะการเป็นเรื่องยากขึ้นที่นักลงทุนจะทุมเงินทุนให้กับเวียดนาม