Thursday, 18 August 2022

รู้ไหม !? นักกีฬาสมัยก่อน “โด๊ปยา” ไม่ใช่เรื่อง “ขี้โกง” หรือเรื่อง “ไม่ดี” เหมือนในยุคนี้!!

รู้ไหม นักกีฬาสมัยก่อนโด๊ปยา ก่อนแข่งกันเป็นปกติเพื่อสมรรถภาพในการแข่งขันให้ดีเยี่ยมมากขึ้น และไม่ใช่เรื่องขี้โกงหรือเรื่องไม่ดีเหมือนในยุคนี้!! เรื่องในประวัติศาสตร์หลายเรื่องนั้นมันก็มักมีความแตกต่างจากยุคปัจจุบันมากมาย และเรื่องกฎกติกาการใช้ยาก่อนแข่งขันนั้นก็คือหนึ่งในเรื่องที่มีความแตกต่าง

สล็อต เว็บตรง KNG365

นักกีฬาสมัยก่อนโด๊ปยา ก่อนแข่งกันเป็นปกติเพื่อสมรรถภาพในการแข่งขันดีเยี่ยม

นักกีฬาสมัยก่อนโด๊ปยา-ก่อนแข่งกัน

“โด๊ปยา” ก่อนเข้าแข่งขันกีฬาในยุคนี้นั้นคือเรื่องที่ผิดกฎผิดกติกา และจะถูกมองว่าเป็นนักกีฬาที่ไม่ดีเป็นพวกขี้โกง ไม่มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน ซึ่งคำกล่าวที่ว่านั้นคือเรื่องที่ผู้คนและองค์กรต่างๆพึ่งตั้งขึ้นมา เพราะในอดีตเรื่องพวกนี้คือเรื่องปกติมากๆ ก่อนศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่กีฬาโอลิมปิกครั้งแรกนักกีฬาทุกคนล้วนแล้วแต่ใช้สารกระตุ้นร่างกาย เพื่อที่ร่างกายนั้นจะได้มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน ทั้งยุโรปทั้งโรมันต่างก็คิดแบะทำเช่นนี้จนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการใช้สารกระตุ้นร่างกายนั้นคือเรื่องที่พวกเขาทำจนเป้นเรื่องเคยชินและไม่ใช่เรื่องที่ผิดและร้ายแรงแต่อย่างใด และเมื่อเดินทางมาถึงศตวรรษที่ 19 หมอประจำตัวของนักกีฬานั้นเป็นคนบอกเองว่า นักวิ่งระยะไกลจำเป็นต้องใช้สารกระตุ้นทุกคน เพราะร่างกายนั้นอาจไม่ไหวถ้าไม่ใช้ยาเป็นตัวช่วย ซึ่งนี่มันหกมายความว่าในอดีตนั้นเขาไม่ได้ห้ามไม่ให้นักกีฬาใช้ยาแต่ยังสนับสนุนให้ใช้ยาด้วยซ่ำ

แล้วการ “แบน”การใช้ “สารกระตุ้น” นี่มันเริ่มมาเมื่อไหร่ ยังไง?

แล้วการ “แบน”การใช้ “สารกระตุ้น” นี่มันเริ่มมาเมื่อไหร่ ยังไง?

ในอดีตนั้นผู้คนน่าจะยังไม่สามารถแยกเทคโนโลยีการสกัดสารต่างๆที่ลึกลับซับซ้อนได้ ดังนั้นการกินอาหารและกินยากมันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรมากนัก ดังนั้นกินๆทุกอย่างเข้าไปด้วยกันก่อนหรือหลังเล่นกีฬามันก็น่าจะไม่เป็นอะไรในสมัยนั้น เพราะสมัยโบราณอาหารกับยาไม่ได้แยกประเภทกัน เมื่อโลกเดินทางมาถึงศตวรรษที่ 19 ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นมันก็ทำให้มี “ยา” ที่สกัดมาจากสารต่างๆที่มีความเข้มข้นสูง จนสามารถช่วยให้นนักกีฬานั้นได้เปรียบเมือใช้ยาก่อนแข่งกีฬา ในช่วงแรกที่พวกเขาใช้งานอาจไม่มีผลข้างเคียงมีเพียงเรื่องได้เปรียบและผลลัพธ์ที่ดีต่อร่างกาย แต่เมื่อกินไปนานๆ มันมีผลข้างเคียงที่คาดไม่ถึง หรือบางทีกินมากไปก็ทำให้เกิดการโอเวอร์โดสขึ้นได้ทันที และเมื่อเกิดผลเสียเหล่านี้เองการแบนสารที่กล่าวมาในการเล่นกีฬาจึงค่อยๆ เริ่มขึ้น ส่วนสารที่ถูกแบนหลักๆจริงๆ แล้วมันมี 2 ประเภทได้แก่

1.สารมีคุณสมบัติทำให้ไม่เหนื่อย คุณสมบัตินี้มันสำคัญมากสำหรับเหล่าบรรดากีฬาที่ต้องการใช้ความอึดควาทน เช่น การวิ่งระยะไกล การปั่นจักรยาน

2.สารที่มีคุณสมบัติสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก คุณสมบัติส่วนนี้สำคัญสำหรับนักกีฬาที่ต้องใช้แรงมากๆ ในช่วงเวลาสั้น อย่างการยกน้ำหนัก และกรีฑาประเภทต่างๆ

เมื่อโลกเดินทางมาถึงช่วงทศวรรษที่ 1970 องค์กรกีฬาทั่วโลกก็เริ่มแบนสารกระตุ้นร่างกายเกือบทุกชนิด ส่วนทางนักกีฬานั้นล้วนแล้วแต่เคยชินกับการใช้สารกระตุ้นมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 ในส่วนการใช้งานนั้นพวกดขาจะพลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเลือกใช้สารที่ยังไม่โดนแบนและก็ทำแบบนี้เรื่อยมา เมื่อทางการยังตรวจไม่พบพวกเขาก็จะใช้ต่อไป

นักกีฬาสมัยก่อนโด๊ปยา-ก่อนแข่งเป็นปกติ

ทุกวันนี้ลิสต์ของสารกระตุ้นที่ห้ามใช้ในการแข่งของสมาคมกีฬาที่ออกมานั้นก็มีมากมายและแตกต่างกันออกไปเป็นกลุ่มๆ และในทุกๆ ลิสต์ก็จะมีสารในกลุ่ม “สเตียรอยด์” ติดอยู่ในนั้นตลอดเวลา แม้ว่าจะถูกแบนแต่มันก็ใช่ว่ามันจะเป็นยาที่ผิดกฎหมาย เพราะมันคือยาที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ ดังนั้นผู้ผลิตเลยได้ผลิตยานี้ต่อไปเพราะไม่ผิดกฎหมายส่วนผู้บริโภคจะซื้อไปทำอะไรก็แล้วแต่เลย ในปี 1990 ยาตัวนี้ถูกควบคุมในอเมริกา ส่วนเม็กซิโกและไทยยังสามารถหาซื้อมาใช้งานได้ตามร้านขายยาทั่วไป แต่จะต้องได้ใบสั่งซื้อมาจากแพทย์ และถ้าจะบอกว่าผู้คนใช้สเตียรอยด์ไม่มากเหมือนเดิมนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร เพราะการรณรงค์อย่างเคร่งคัดว่าไม่ควรให้นักกีฬาใช้สารกระตุ้น เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยนี้มันล้ำหน้าสามารถตรวจจับความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ

Related posts
ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มีคนบอกว่าไม่ควรบังคับคาด “เข็มขัดนิรภัย” กับผู้โดยสารเพราะมันคือความ “สมัครใจ” แต่ “เปลี่ยนใจ” หลังการตายเพราะรถชน “ลดลง”
ย้อนรอยหนองโพนมโค แท้ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่อยู่คู่และเติบโตมาพร้อมกับคนไทย
รู้หรือไมว่าในอดีตบอกว่า เหล้าไม่ใช่เหล้า แล้วสิ่งมึนเมาอะไรละที่พระพุทธเจ้าห้ามในศีล 5 ถ้าไม่ใช่ “เหล้า”!!??
นักวิจัยสงสัย อารยธรรมขั้นสูงก่อน “มนุษย์” ภายใต้ชื่อว่า Silurian Hypothesis มีอยู่จริงหรือไม่
รอยเท้าเด็กยุคน้ำแข็ง ถูกพบเจอและมันคือสิ่งที่การันตีว่าเด็กทุกคน “ชอบเล่นน้ำ”
ย้อนรอยกลับไปถึงศตวรรษที่ 20 หนุนคนไทยใช้เตาอั้งโล่