Friday, 23 January 2026

รีวิว The Maze Runner ทุกภาค จากเขาวงกตปริศนา สู่การวิ่งหนีความจริงของมนุษยชาติ

ถ้าพูดถึงหนังแนว “เอาชีวิตรอด + ปริศนา + โลกพังพินาศ” ที่หลายคนดูแล้วเผลอกดต่อยาว ๆ แบบไม่รู้ตัว The Maze Runner คือหนึ่งในแฟรนไชส์ที่ติดอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมันไม่ได้ขายแค่ฉากวิ่งหนีหรือสัตว์ประหลาด แต่ขายความสงสัยว่า “เราถูกจับมาไว้ที่นี่ทำไม” และ “ใครกันแน่คือคนดี”

สล็อต xo Slotxo

เสน่ห์ของ The Maze Runner อยู่ที่การพาคนดูเติบโตไปพร้อมตัวละคร จากเด็กที่ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อตัวเอง ไปจนถึงการต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ระดับชีวิตคนทั้งโลก และที่สำคัญคือแต่ละภาคให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย บทความนี้จะพาไปรีวิว The Maze Runner ทุกภาคแบบสนุก ๆ ไล่ตั้งแต่ภาคแรกยันภาคจบ ว่ามันดีตรงไหน สะดุดอะไร และเหมาะกับคนดูแบบไหน

The Maze Runner (2014)

ภาคแรกที่ทำให้คนดูติดกับดัก…โดยไม่รู้ตัว

ภาคแรก หนังคือจุดเริ่มต้นทั้งหมด เรื่องเปิดมาด้วยเด็กผู้ชายคนหนึ่งถูกส่งขึ้นมาจากลิฟต์เหล็ก พร้อมความทรงจำที่หายไปเกือบหมด เขาและเด็กคนอื่น ๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ปิดที่เรียกว่า “เดอะเกลด” โดยมีเขาวงกตยักษ์ล้อมรอบ และไม่มีใครรู้ว่าออกไปแล้วจะเจออะไร

ความสนุกของภาคนี้คือ “ความไม่รู้” คนดูรู้พอ ๆ กับตัวละคร ทุกอย่างดูแปลก ประหลาด และเต็มไปด้วยกฎที่ไม่มีคำอธิบายชัดเจน เขาวงกตไม่ใช่แค่ฉาก แต่เป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งที่ทำให้คนดูรู้สึกกดดันตลอดเวลา

รีวิว The Maze Runner ทุกภาค

จุดที่ทำให้ภาคแรกดูเพลินมาก

  • คอนเซปต์เขาวงกตลึกลับ ดูแล้วอยากรู้ตอนต่อไป

  • บรรยากาศเอาชีวิตรอดแบบจริงจัง

  • ตัวละครมีบุคลิกชัด จำง่าย

  • จบแบบทิ้งคำถาม ไม่ใช่คำตอบ

นี่คือภาคที่หลายคนตกหลุมรัก เพราะมันสด ใหม่ และทำให้รู้สึกว่า “ต้องดูต่อ”

The Maze Runner: The Scorch Trials (2015)

จากปริศนาในเขาวงกต สู่โลกภายนอกที่โหดกว่าเดิม

ถ้าภาคแรกคือการเอาตัวรอดในพื้นที่ปิด ภาคสองคือการบอกคนดูว่า

“ออกจากเขาวงกตแล้ว…ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยขึ้น”

ภาคนี้ขยายโลกของเรื่องออกไปแบบเต็มตัว โลกภายนอกกลายเป็นดินแดนรกร้าง เมืองพัง ผู้ติดเชื้อ และองค์กรลึกลับอย่าง WCKD ที่เริ่มเผยบทบาทชัดขึ้น หนังเปลี่ยนโทนจากลึกลับเป็นแอ็กชัน ไล่ล่า และเอาตัวรอดแบบหนักหน่วง

ความรู้สึกหลังดูภาคสอง

  • หนังเร็วขึ้น เหนื่อยขึ้น แต่ตื่นเต้น

  • โลกดิสโทเปียถูกขยายจนรู้สึกสิ้นหวัง

  • ตัวละครเริ่มตั้งคำถามกับ “ความถูกต้อง”

  • ไม่ใช่แค่หนี แต่เริ่ม “เลือกข้าง”

สำหรับบางคน ภาคนี้อาจไม่ถูกใจเท่าภาคแรก เพราะมันไม่เน้นปริศนาเท่าเดิม แต่ถ้าชอบหนังโลกพังพินาศ ภาคนี้ถือว่าสนุกและเข้มข้นมาก

The Maze Runner (2014)

The Maze Runner: The Death Cure (2018)

บทสรุปของการวิ่ง ที่ไม่ได้จบแค่การหนี

ภาคสุดท้ายคือการปิดทุกอย่างที่ปูมา ตั้งแต่คำถามเรื่ององค์กร ความจริงของโลก ไปจนถึงความสัมพันธ์ของตัวละคร โทนของเรื่องหนักขึ้น ชัดขึ้น และดราม่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นี่ไม่ใช่ภาคที่เน้นความลึกลับหรือการเอาชีวิตรอดแบบเดิมอีกต่อไป แต่เป็นภาคของ “การตัดสินใจ” ว่าจะเลือกช่วยใคร และยอมเสียอะไร

สิ่งที่ภาคนี้ทำได้ดี

  • อารมณ์หนัก ดราม่าชัด

  • ตัวละครถึงจุดเปลี่ยนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ฉากแอ็กชันใหญ่และดุดัน

  • ปิดเรื่องแบบไม่โลกสวย

แน่นอนว่ามีคนดูบางกลุ่มรู้สึกว่าบางปมถูกคลี่คลายเร็วไป แต่โดยรวมถือว่าเป็นตอนจบที่สอดคล้องกับธีมของทั้งซีรีส์

เปรียบเทียบ The Maze Runner ทั้ง 3 ภาคแบบเข้าใจง่าย

ภาคอารมณ์หลักดูแล้วได้อะไร
ภาค 1ลึกลับ เอาชีวิตรอดความอยากรู้
ภาค 2โลกพัง แอ็กชันความสิ้นหวัง
ภาค 3ดราม่า การเลือกความสูญเสีย

ดูแยกก็สนุก แต่ดูต่อเนื่องจะเห็นพัฒนาการชัดมาก

จุดแข็งที่ทำให้ The Maze Runner ยังถูกพูดถึง

  • คอนเซปต์ดิสโทเปียที่เข้าถึงง่าย

  • ตัวละครเติบโต ไม่ย่ำอยู่ที่เดิม

  • โทนเรื่องเปลี่ยนตามสถานการณ์

  • ดูรวดเดียวจบได้แบบไม่เบื่อ

จุดที่อาจไม่ถูกใจทุกคน

  • โทนแต่ละภาคต่างกันมาก

  • บางคำอธิบายของโลกยังไม่ละเอียด

  • คนที่ชอบภาคแรก อาจไม่อินภาคหลัง

The Maze Runner เหมาะกับใคร

  • คนที่ชอบหนังเอาชีวิตรอด

  • แฟนหนังโลกดิสโทเปีย

  • คนที่ชอบแฟรนไชส์ดูยาว ๆ

  • คนที่ชอบตัวละครเติบโตตามเรื่อง

สรุปรีวิว The Maze Runner ทุกภาค

The Maze Runner ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบทุกภาค แต่เป็นซีรีส์ที่ “พาคนดูวิ่งไปพร้อมตัวละคร” จากความไม่รู้ สู่ความจริงที่เจ็บปวด และการเลือกที่ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด

ถ้าคุณยังไม่เคยดูครบทั้งสามภาค การดูต่อเนื่องจะทำให้เข้าใจว่า ทำไมการ “วิ่งหนี” ในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่หนีอันตราย แต่คือการหนีความจริงของมนุษย์ ถ้าให้เลือกหนึ่งภาค คุณชอบ เขาวงกตปริศนา, โลกพังพินาศ, หรือ บทสรุปดราม่าหนัก ๆ คอมเมนต์มาได้เลย แล้วชวนเพื่อนมาดูรวดเดียวจบอีกครั้ง 🏃‍♂️🌀