ถ้าพูดถึงหนังแนว “เอาชีวิตรอด + ปริศนา + โลกพังพินาศ” ที่หลายคนดูแล้วเผลอกดต่อยาว ๆ แบบไม่รู้ตัว The Maze Runner คือหนึ่งในแฟรนไชส์ที่ติดอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมันไม่ได้ขายแค่ฉากวิ่งหนีหรือสัตว์ประหลาด แต่ขายความสงสัยว่า “เราถูกจับมาไว้ที่นี่ทำไม” และ “ใครกันแน่คือคนดี”
เสน่ห์ของ The Maze Runner อยู่ที่การพาคนดูเติบโตไปพร้อมตัวละคร จากเด็กที่ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อตัวเอง ไปจนถึงการต้องตัดสินใจเรื่องใหญ่ระดับชีวิตคนทั้งโลก และที่สำคัญคือแต่ละภาคให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย บทความนี้จะพาไปรีวิว The Maze Runner ทุกภาคแบบสนุก ๆ ไล่ตั้งแต่ภาคแรกยันภาคจบ ว่ามันดีตรงไหน สะดุดอะไร และเหมาะกับคนดูแบบไหน
The Maze Runner (2014)
ภาคแรกที่ทำให้คนดูติดกับดัก…โดยไม่รู้ตัว
ภาคแรก หนังคือจุดเริ่มต้นทั้งหมด เรื่องเปิดมาด้วยเด็กผู้ชายคนหนึ่งถูกส่งขึ้นมาจากลิฟต์เหล็ก พร้อมความทรงจำที่หายไปเกือบหมด เขาและเด็กคนอื่น ๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ปิดที่เรียกว่า “เดอะเกลด” โดยมีเขาวงกตยักษ์ล้อมรอบ และไม่มีใครรู้ว่าออกไปแล้วจะเจออะไร
ความสนุกของภาคนี้คือ “ความไม่รู้” คนดูรู้พอ ๆ กับตัวละคร ทุกอย่างดูแปลก ประหลาด และเต็มไปด้วยกฎที่ไม่มีคำอธิบายชัดเจน เขาวงกตไม่ใช่แค่ฉาก แต่เป็นตัวละครอีกตัวหนึ่งที่ทำให้คนดูรู้สึกกดดันตลอดเวลา

จุดที่ทำให้ภาคแรกดูเพลินมาก
- คอนเซปต์เขาวงกตลึกลับ ดูแล้วอยากรู้ตอนต่อไป
- บรรยากาศเอาชีวิตรอดแบบจริงจัง
- ตัวละครมีบุคลิกชัด จำง่าย
- จบแบบทิ้งคำถาม ไม่ใช่คำตอบ
นี่คือภาคที่หลายคนตกหลุมรัก เพราะมันสด ใหม่ และทำให้รู้สึกว่า “ต้องดูต่อ”
The Maze Runner: The Scorch Trials (2015)
จากปริศนาในเขาวงกต สู่โลกภายนอกที่โหดกว่าเดิม
ถ้าภาคแรกคือการเอาตัวรอดในพื้นที่ปิด ภาคสองคือการบอกคนดูว่า
“ออกจากเขาวงกตแล้ว…ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยขึ้น”
ภาคนี้ขยายโลกของเรื่องออกไปแบบเต็มตัว โลกภายนอกกลายเป็นดินแดนรกร้าง เมืองพัง ผู้ติดเชื้อ และองค์กรลึกลับอย่าง WCKD ที่เริ่มเผยบทบาทชัดขึ้น หนังเปลี่ยนโทนจากลึกลับเป็นแอ็กชัน ไล่ล่า และเอาตัวรอดแบบหนักหน่วง
ความรู้สึกหลังดูภาคสอง
- หนังเร็วขึ้น เหนื่อยขึ้น แต่ตื่นเต้น
- โลกดิสโทเปียถูกขยายจนรู้สึกสิ้นหวัง
- ตัวละครเริ่มตั้งคำถามกับ “ความถูกต้อง”
- ไม่ใช่แค่หนี แต่เริ่ม “เลือกข้าง”
สำหรับบางคน ภาคนี้อาจไม่ถูกใจเท่าภาคแรก เพราะมันไม่เน้นปริศนาเท่าเดิม แต่ถ้าชอบหนังโลกพังพินาศ ภาคนี้ถือว่าสนุกและเข้มข้นมาก

The Maze Runner: The Death Cure (2018)
บทสรุปของการวิ่ง ที่ไม่ได้จบแค่การหนี
ภาคสุดท้ายคือการปิดทุกอย่างที่ปูมา ตั้งแต่คำถามเรื่ององค์กร ความจริงของโลก ไปจนถึงความสัมพันธ์ของตัวละคร โทนของเรื่องหนักขึ้น ชัดขึ้น และดราม่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นี่ไม่ใช่ภาคที่เน้นความลึกลับหรือการเอาชีวิตรอดแบบเดิมอีกต่อไป แต่เป็นภาคของ “การตัดสินใจ” ว่าจะเลือกช่วยใคร และยอมเสียอะไร
สิ่งที่ภาคนี้ทำได้ดี
- อารมณ์หนัก ดราม่าชัด
- ตัวละครถึงจุดเปลี่ยนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- ฉากแอ็กชันใหญ่และดุดัน
- ปิดเรื่องแบบไม่โลกสวย
แน่นอนว่ามีคนดูบางกลุ่มรู้สึกว่าบางปมถูกคลี่คลายเร็วไป แต่โดยรวมถือว่าเป็นตอนจบที่สอดคล้องกับธีมของทั้งซีรีส์
เปรียบเทียบ The Maze Runner ทั้ง 3 ภาคแบบเข้าใจง่าย
| ภาค | อารมณ์หลัก | ดูแล้วได้อะไร |
| ภาค 1 | ลึกลับ เอาชีวิตรอด | ความอยากรู้ |
| ภาค 2 | โลกพัง แอ็กชัน | ความสิ้นหวัง |
| ภาค 3 | ดราม่า การเลือก | ความสูญเสีย |
ดูแยกก็สนุก แต่ดูต่อเนื่องจะเห็นพัฒนาการชัดมาก
จุดแข็งที่ทำให้ The Maze Runner ยังถูกพูดถึง
- คอนเซปต์ดิสโทเปียที่เข้าถึงง่าย
- ตัวละครเติบโต ไม่ย่ำอยู่ที่เดิม
- โทนเรื่องเปลี่ยนตามสถานการณ์
- ดูรวดเดียวจบได้แบบไม่เบื่อ
จุดที่อาจไม่ถูกใจทุกคน
- โทนแต่ละภาคต่างกันมาก
- บางคำอธิบายของโลกยังไม่ละเอียด
- คนที่ชอบภาคแรก อาจไม่อินภาคหลัง
The Maze Runner เหมาะกับใคร
- คนที่ชอบหนังเอาชีวิตรอด
- แฟนหนังโลกดิสโทเปีย
- คนที่ชอบแฟรนไชส์ดูยาว ๆ
- คนที่ชอบตัวละครเติบโตตามเรื่อง
สรุปรีวิว The Maze Runner ทุกภาค
The Maze Runner ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบทุกภาค แต่เป็นซีรีส์ที่ “พาคนดูวิ่งไปพร้อมตัวละคร” จากความไม่รู้ สู่ความจริงที่เจ็บปวด และการเลือกที่ไม่มีคำตอบถูกหรือผิด
ถ้าคุณยังไม่เคยดูครบทั้งสามภาค การดูต่อเนื่องจะทำให้เข้าใจว่า ทำไมการ “วิ่งหนี” ในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่หนีอันตราย แต่คือการหนีความจริงของมนุษย์ ถ้าให้เลือกหนึ่งภาค คุณชอบ เขาวงกตปริศนา, โลกพังพินาศ, หรือ บทสรุปดราม่าหนัก ๆ คอมเมนต์มาได้เลย แล้วชวนเพื่อนมาดูรวดเดียวจบอีกครั้ง 🏃♂️🌀
สนับสนุนโดย
UFABET | UFA365 | UFABET เข้าสู่ระบบ | UFABET เว็บตรง | สล็อต เว็บตรง | SLOTXO | สล็อต | PG SLOT | สล็อต XO | สล็อต | JOKER123 | สล็อต เว็บตรง | สล็อตโจ๊กเกอร์ | Gclub | จีคลับ | Sbobet | Sbobet9






