Monday, 1 December 2025

โรคฉี่หนู: ภัยใกล้ตัวหน้าฝน รู้ก่อน ป้องกันก่อน เพื่อปลอดภัยทุกฤดู

29 Nov 2025
30

โรคฉี่หนู (Leptospirosis) เป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียกลุ่ม Leptospira ซึ่งสามารถอยู่ในสัตว์หลายชนิด เช่น หนู สุนัข สุกร โค กระบือ และสัตว์ฟันแทะต่าง ๆ โดยสัตว์พาหะมักไม่แสดงอาการ แต่ขับเชื้อผ่านทางปัสสาวะ ทำให้แหล่งน้ำ ดิน โคลน หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนสามารถเป็นตัวแพร่เชื้อได้อย่างยาวนาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน น้ำท่วม หรือน้ำขังที่มีความชื้นสูง — สภาพแวดล้อมแบบนี้ถือเป็น “จุดเสี่ยงสูง” ของโรคฉี่หนูอย่างแท้จริง

สล็อต xo Slotxo

โรคฉี่หนูสามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดู แต่พบบ่อยสุดในหน้าฝน หลังน้ำท่วม หรือตอนที่น้ำขังนาน เพราะแบคทีเรียเลปโตสไปรา มีความสามารถรอดชีวิตในน้ำหรือลำธารที่ปนเปื้อนปัสสาวะพาหะได้หลายสัปดาห์

เมื่อมนุษย์สัมผัสน้ำ ดิน หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ ผ่านทางผิวหนังที่มีบาดแผล เยื่อเมือกในปาก จมูก หรือตา เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายและเริ่มก่อโรคได้ ดังนั้น สิ่งที่ดูไม่น่ากลัวอย่างน้ำขังเล็ก ๆ ก็อาจซ่อนเชื้อร้ายไว้ได้

อาการของโรคฉี่หนู จากไข้ธรรมดา สู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

อาการของโรคฉี่หนูมีหลายรูปแบบ และแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล บางคนอาจไม่มีอาการ ในขณะที่บางคนอาจเจ็บป่วยหนัก โดยอาการส่วนใหญ่จะแสดงออกหลังได้รับเชื้อประมาณ 4–7 วัน (บางเคส 2–3 สัปดาห์)

สัญญาณที่พบบ่อย (ระยะแรก) ได้แก่

  • ไข้สูงทันที ทันใด และอาจหนาวสั่น

  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง

  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณหลัง น่อง และต้นขา

  • ตาแดง เยื่อบุตาอัก เสี่ยงต่อการระคายเคือง

  • คลื่นไส้ อาเจียน บางรายมีท้องเสีย

  • อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร

ในหลายกรณี อาการอาจดีขึ้นชั่วคราวหลัง 1 สัปดาห์ แต่ผู้ป่วยอาจเข้าสู่ “ระยะที่สอง” ซึ่งอาการรุนแรงขึ้นได้ เช่น

  • ตาเหลือง ตัวเหลือง (ดีซ่าน)

  • ตับ ไตผิดปกติ — อาจถึงขั้นไตวาย

  • ระบบทางเดินหายใจ — หายใจลำบาก หอบเหนื่อย บางรายอาจมีเลือดในปอด

  • ระบบประสาท — สับสน ซึม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

  • อาการเลือดออก เลือดกำเดาออก เลือดออกภายใน

  • บางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ หากไม่รีบรักษาอย่างทันท่วงที

ด้วยอาการที่คล้ายกับโรคอื่น เช่น ไข้ทั่วไป ไข้หวัด ไข้เลือดออก หรือไข้มาลาเรีย บางคนอาจชะล่าใจ ไม่รีบไปพบแพทย์ ส่งผลให้โรกลุกลามอย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว

โรคฉี่หนู ภัยใกล้ตัวหน้าฝน รู้ก่อน ป้องกันก่อน เพื่อปลอดภัยทุกฤดู

กลุ่มเสี่ยง — ใครควรระวังโรคฉี่หนูเป็นพิเศษ

โรคฉี่หนูสามารถเกิดได้กับทุกคน แต่คนที่มีโอกาสเสี่ยงสูง ได้แก่

  • คนที่ต้องเดินลุยน้ำท่วม น้ำขัง น้ำคลอง หรือน้ำในนาในสวน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

  • เกษตรกร คนทำสวน ชาวนา คนทำไร่ ที่ต้องสัมผัสน้ำหรือดินบ่อย

  • ผู้ที่ต้องเก็บกวาดหลังน้ำลด ขนย้ายสิ่งของหลังน้ำท่วม

  • ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ สุนัข หมู หรือสัตว์ฟาร์ม ที่อาจได้รับเชื้อผ่านสัตว์

  • คนที่อยู่ในพื้นที่อับน้ำ ฝนตกหนัก ซากสิ่งปฏิกูลหรือแหล่งน้ำใกล้บ้าน — เพราะหนูอาจแพร่เชื้อบริเวณดังกล่าว

โดยเฉพาะในช่วง “หลังน้ำท่วม” ที่มีน้ำขังทั่วทั้งพื้นที่ — นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ควรระวังโรคฉี่หนูอย่างยิ่ง

การวินิจฉัย & การรักษา — รู้เร็ว รักษาไว โอกาสหายสูง

เมื่อสงสัยว่าติดเชื้อ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที แพทย์จะพิจารณาโดยซักประวัติว่า มีความเสี่ยงสัมผัสน้ำหรือสัตว์มาก่อนหรือไม่ และอาจตรวจเลือดหรือปัสสาวะหาการติดเชื้อ

หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคฉี่หนู สุขภาพ การรักษาหลักคือ “ยาปฏิชีวนะ” ที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อ Leptospira เช่น Doxycycline, penicillin หรือยาชนิดอื่นตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยควรเริ่มยาทันทีที่สงสัย และให้ยาต่อเนื่องอย่างน้อย 7 วัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจให้การรักษาเฉพาะทาง เช่น ดูแลไต ดูแลปอด ดูแลระบบประสาท รวมถึงการเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด เพราะโรคฉี่หนูอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

การป้องกันโรคฉี่หนู — สิ่งที่คุณควรทำเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนหรือเมื่อมีน้ำท่วมขัง

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำขัง ดิน โคลน ถุงมือ รองเท้าบูทคือของจำเป็น

ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมรองเท้าบูท ถุงมือยาง และเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังให้มิดชิด โดยเฉพาะเมื่อมีบาดแผล เพราะเชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังหรือเยื่อเมือกได้ง่าย

2. หลีกเลี่ยงสัมผัสกับสัตว์พาหะโดยตรง

สัตว์หลายชนิด เช่น หนู สุนัข สุกร สามารถเป็นพาหะของเชื้อได้ ควรเลี้ยงสัตว์ให้ถูกสุขลักษณะ กำจัดแหล่งอาศัยของหนู รักษาความสะอาดบ้าน และฉีดวัคซีนให้สัตว์เมื่อมีคำแนะนำ

3. รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี

หลังจากกลับบ้าน ควรอาบน้ำ ล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะหลังสัมผัสน้ำ ดิน โคลน หรือสัตว์ และหลีกเลี่ยงนำมือเข้าปาก ตา จมูก ก่อนล้างมือ

4. หลีกเลี่ยงน้ำที่ไม่สะอาด ดื่มน้ำสะอาดเท่านั้น

หลีกเลี่ยงการลุยน้ำขัง กินน้ำที่ไม่ผ่านการต้มกรณีไม่แน่ใจ และไม่ใช้แหล่งน้ำที่อาจปนเปื้อน

5. รักษาสิ่งแวดล้อม ลดแหล่งเพาะพันธุ์หนู

เก็บขยะ ปิดฝาถังขยะ ทำความสะอาดรอบบ้าน กำจัดแหล่งน้ำขัง เพราะเป็นแหล่งอาศัยของหนู — ช่องทางหนึ่งของการแพร่เชื้อ

โรคฉี่หนู ภัยใกล้ตัวหน้าฝน รู้ก่อน ป้องกันก่อน เพื่อปลอดภัยทุกฤดู

เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์: สัญญาณอันตรายต้องไม่ชะล่าใจ

หากหลังสัมผัสน้ำ ดิน หรือสิ่งแวดล้อมที่อาจปนเปื้อน และเริ่มมีอาการดังนี้ ควรไปพบแพทย์ทันที

  • ไข้สูงทันทีทันใด หนาวสั่น

  • ปวดกล้ามเนื้อหลัง น่อง ต้นขา หรือมีอาการปวดมากผิดปกติ

  • ตาแดง ตาเหลือง ตัวเหลือง

  • ปัสสาวะผิดปกติ / ปัสสาวะออกน้อย

  • หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือไอมีเลือด

  • อาเจียน ท้องเสียรุนแรง

การรักษาเร็ว เพิ่มโอกาสหายไว และลดโอกาสภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ทำไมโรคฉี่หนูจึงยังเป็นภัยต่อไทย โดยเฉพาะหน้าฝนและน้ำหลาก

  • ประเทศไทยมีภูมิอากาศร้อนชื้น และมีฤดูฝน น้ำท่วมบ่อย ทำให้แหล่งน้ำขัง ดินชื้น — เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการแพร่เชื้อ

  • มีสัตว์พาหะจำนวนมาก เช่น หนู สุนัข สัตว์เลี้ยง สัตว์ครัวเรือน ที่อาศัยใกล้คน

  • หลายคนอาจประมาท เห็นน้ำขังเป็นเรื่องปกติ ไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน เมื่อสัมผัสทันทีเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้

  • โรคมีอาการหลากหลาย และมักคล้ายโรคทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยชะล่าใจ โดยไม่รีบพบแพทย์

ทั้งหมดนี้ทำให้โรคฉี่หนูยังคงเป็นภัยที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท พื้นที่เกษตร และพื้นที่ที่มีน้ำท่วมบ่อย

บทสรุป: ความรู้ = เกราะป้องกัน สำคัญที่สุดคือ “สติ + การป้องกัน”

โรคฉี่หนูล้วนมีความรุนแรง และอาจทำให้เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ — แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเรามี “ความรู้” และ “รับมืออย่างถูกต้อง” โอกาสที่จะหลุดพ้นจากโรคนี้ก็มีสูง

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนหรือช่วงน้ำท่วม อย่าประมาทต่อ “น้ำขัง” เพราะอาจซ่อนเชื้อโรคที่ไม่เห็น
สิ่งที่ควรทำคือ

  • ใส่รองเท้าบูท ถุงมือยาง สวมเสื้อผ้าปิดมิดชิดเมื่อสัมผัสน้ำ ดิน น้ำท่วม

  • รักษาความสะอาดทั้งบ้านและพื้นที่รอบตัว กำจัดแหล่งน้ำขัง ควบคุมหนู

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่อาจเป็นพาหะโดยไม่จำเป็น

  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ ตาแดง ตัวเหลือง — รีบไปพบแพทย์ทันที

เพราะไม่ใช่แค่การรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่คือ “การป้องกัน” ที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพของคุณ คนในครอบครัว และชุมชน